ฮาลาลไทยใครจะคุ้มครอง
หัวข้อนี้เป็นที่พูดคุยกันมากในหลายสิบปีที่ผ่านมาว่า ฮาลาลเมืองไทยดูเหมือนจะถูกปล่อยไปตามยถากรรม คือ ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงจากภาครัฐ อยู่แต่ในมือของเอกชนด้านศาสนามาตลอด คือสำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งพึ่งจะลงตัว 2-3 ปีที่ผ่านมา ว่างานนี้จะอยู่ในหน่วยงานใด มีการออกไปให้การรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลเพิ่มเป็นจำนวนมากในหลายปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีระบบตรวจสอบระบบประเมินที่ดีพอ จึงมีข่าวออกมาบ่อยๆว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้น บริษัทนี้ถูกยกเลิกตราฮาลาลไปตั้งนานแล้ว แต่ยังสามารถตั้งที่วางขายได้ตามปกติเป็นเวลานานก่อนฉลากเก่าจะหมด ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดว่าอาหารและผลิตภัณฑ์เหล่านั้นยังคงฮาลาลอยู่ โดที่ไม่มีหน่วยงานไหนไปลงโทษบริษัทนั้นได้(โดยปกติฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ควรถูกทำลายทันทีที่ตราฮาลาลยกเลิก)
ปกติในประเทศที่มีการคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง กฎหมายก็จะเข้มแข็งตาม แล้วมีบทลงโทษที่รุนแรงด้วย เช่นกรณีของประเทศมาเลเซีย มีองค์คุ้มครองผู้บริโภคที่ เช่น สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคแห่งรัฐปินัง ที่ถูกก่อตั้งมา40ปี แต่เป็นองค์กรที่เข้มแข็งมาก คอยตรวจสอบ คุ้มครองผู้บริโภคในด้านต่างๆรวมถึงเรื่องฮาลาลด้วย ทำให้รัฐต้องเข้มแข็ง จึงมีกฎหมายที่ออกมาในเรื่องการหลอกลวงผู้บริโภค เช่น กรณีโรงงานทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่าฮาลาล หรือใช้ตราฮาลาลปลอมหลอกลวงผู้บริโภคจะต้องถูกปรับเป็นเงิน ถึง 1ล้านริงกิต(ยี่สิบล้านบาทไทย) หรือทั้งจำทั้งปรับ ทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตต้องเข้มงวดในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
จากประสบการณ์ของตัวเองที่มีโอกาสทำงานในองค์กรมุสลิม คือย.ม.ท. ได้มีโอกาสไปดูงานของสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคแห่งรัฐปินัง (CAP) ตั้งแต่ ปี2535 และได้นำเอาความรู้มาใช้ในการอบรมสัมมนาต่อใน3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ปัญหาที่มีประสบมาตลอด คือ การขาดความรู้ความเข้าใจในการบริโภค ของผู้บริโภคเองถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และองค์กรที่ทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคมีเพียงภาครัฐ คือ อ.ย. และ ส.ค.บ. เท่านั้น ประกอบกับองค์กรทางด้านเอกชนในภาคใต้นอกจาก ย.ม.ท. ที่จับงานนี้บ้างแต่ไม่เต็มตัว ก็มีเพียงแต่องค์กรศาสนา เช่นคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เท่านั้น ที่จำเป็นต้องเข้ามาเต็มตัว เพราะเรื่องฮาลาล ฮารอม นั้นเกี่ยวข้องกับศาสนา( บทบัญญัติและกฎหมายชารีอะฮ) แต่ที่ผ่านมานั้นยังถือว่ายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเพราะเนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารได้พัฒนาก้าวไปไกล มีการพัฒนาในเรื่องการผลิตไปมาก เช่น การเพาะปลูก มีการเอาความรู้ด้านตัดแต่งพันธุกรรมมาใช้ในการผลิตพืชตัดต่อพันธุกรรม(GMO) มีการพัฒนาในกระบวนการผลิต โดยใช้การแปรรูป และการถนอมอาหาร สามารถบรรจุหีบห่อ และเก็บไว้ได้นาน เพื่อที่จะส่งไปขายตามร้านค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ในกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนอาจจะมีการปนเปื้อนนะยิส(สิ่งสกปรก) มีการสัมผัส หรือมีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่ไม่ฮาลาลในระหว่างขบวนขั้นตอนการผลิต
ดังนั้นการเดินเข้าไปตรวจโรงงาน เพื่อฟังบรรยายสรุปและเยี่ยมโรงงานนั้นคงเป็นการตรวจทางกายภาพเท่านั้น จะต้องตรวจลึกไปถึงทางชีวภาพด้วย โดยจะต้องมีห้องตรวจทางวิทยาศาสตร์เพื่อวิเคราะห์ของส่วนประกอบที่อาจจะมีสารอาหารต้องห้ามปนเปื้อนอยู่ ในการตรวจหลาย 10 ปีที่ผ่านมา เราเคยพบเรื่องไส้กรอกมุสลิมโฟรสเซ่นฟูดส์ ก็คือ บริษัทเดียวกับไส้กรอกหมูตัวเดียว เรามีปัญหาเรื่องไก่ KFC , ไก่ซีพี , โยเกิร์ต , น้ำอัดลมบางยี่ห้อว่าฮาลาลหรือไม่ จนกระทั่ง 2 ปีที่ผ่านมาก็มีปัญหาเรื่องหอยจ๊อ ที่มีส่วนประกอบของหมูปนอยู่ รวมทั้งยังพบในไส้กรอกไลลาของมุสลิมที่มีหมูปนอยู่ เพราะไปบรรจุรวมกับ ไก่หยองยี่ห้อซือดะห์ก็มีส่วนประกอบของหมู ล่าสุดคือ ผลิตภัณฑ์หลายชนิดของบริษัท PFP ที่ตรวจเจอการปนเปื้อนเช่นกัน
ใครเป็นผู้รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ซึ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก เราต้องถูกงูกัดจากรูเดียวกันอีกสักกี่ครั้งถึงเราจะได้สำนึก แน่นอนเรามีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เรามีศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลและเรามีสถาบันมาตรฐานอาหารฮาลาล แต่องค์กรเหล่านี้บางองค์กรเป็นเพียงองค์กรทางวิชาการ องค์กรทางศาสนา ทำได้เพียงให้ข้อมูล หรือยกเลิกตราฮาลาลเท่านั้น แต่ไม่สามารถเอาผิดกับบริษัทที่หลอกลวงเราได้เลย บางครั้งอาจถูกบางบริษัทที่หัวหมอจะใช้กฎหมายมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับองค์กรเหล่านี้อีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาเรื่องฮาลาลปลอม ฮารอมแฝงนี้ได้ จึงจำเป็นต้องมีองค์กรเอกชนที่มีจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะ ที่สามารถเป็นนิติบุคคล สามารถดำเนินการฟ้องร้องแทนผู้บริโภคได้ รวมทั้งผลักดันเพื่อจะร่างกฎหมายให้มาคุ้มครองด้านฮาลาลของเมืองไทยให้ฮาลาลจริง ๆ และมีกฎหมายที่สามารถลงโทษผู้ละเมิดได้อย่างเฉียบพลันและทันที
ทำไมต้องมีการคุ้มครองผู้บริโภคด้านฮาลาล
1.การบริโภคสิ่งที่ฮาลาลและมีคุณค่านั้น ย่อมประกันต่อการพัฒนา ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ดังที่พระองค์อัลลอฮ(ซบ.)ได้ดำรัสไว้ในอัลกุรอานความว่า
“ มนุษย์ชาติเอ๋ย จงบริโภคสิ่งที่อนุมัติ และมีคุณค่าที่มีอยู่ในแผ่นดิน และจงอย่าปฏิบัติตามรอยเท้าของมาร แท้จริงมารนั้นเป็นศัตรูที่เปิดเผยสำหรับสูเจ้า ”
ทำไมอัลลอฮ จงให้สิ่งมนุษย์ชาติบริโภค สิ่งที่อนุมัติ ( ฮาลาล ) ในขณะที่มนุษย์ทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นมุสลิม ที่จะต้องปฏิบัติตาม เพราะไม่ได้ศรัทธาในอัลลอฮ นั่นแสดงถึงความเมตตา ปราณี ของอัลลอฮต่อสิ่งที่ถูกสร้าง ( มัดลูก ) ว่าพระองศ์ทรงแนะนำในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะการที่กินอาหารฮาลาลนั้นย่อมแสดงถึง สัตว์ที่มาบริโภคนั้นเป็นสัตว์ที่แข็งแรง ไม่ได้ตายเองหรือเป็นโรคตาย แต่ต้องผ่านการเชือดที่ถูกต้อง ดังนั้นสิ่งที่จะมาบริโภคจะต้องมีคุณภาพอย่างแน่นอน
“ เขาทั้งหลายถามเจ้า อันใดที่ฮาลาลแก่พวกเขา จงกล่าวเกิดที่ฮาลาลแก่พวกท่านคือสิ่งที่ดีทั้งหลาย ” (อัลกุรอาน 5:4 )
2. การบริโภคสิ่งที่ฮารอม นั้นดุอาไม่ถูกตอบรับ เนื้อหนังที่เติบโตมาจากสิ่งที่ฮารอมย่อมเหมาะสมกับไฟนรก
“ แล้วท่านศาสดาได้กล่าวว่า ชายคนหนึ่งเดินทางไกลสกปรกและเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น ( เพื่อทำฮัจญ์ อุมเราะฮ์ ) ยกมือขึ้นสู่ท้องฟ้า ( และกล่าวว่า ) “ โอ้พระผู้อภิบาล ” ขณะที่กินสิ่งที่ฮารอม ดื่มสิ่งที่ฮะรอม สวมใส่สิ่งที่ฮารอม และเลี้ยงตัวเองด้วยวิธีการฮารอม แล้วอย่างนี้ คำวิงวอนของเขาจะถูกตอบรับได้อย่างไร ”
3.การบริโภคอาหารที่สงสัยนำไปสู่สิ่งฮารอม
“ พระองค์ได้ทรงจำแนกอย่างแจ่มแจ้งแก่เจ้าแล้วว่า อันใดที่พระองค์ได้ทำให้เป็นสิ่งฮารอม สำหรับสูเจ้า ”(อัลกุรอาน 6:119)
แนวทางแก้ปัญหาฮาลาลของประเทศไทย
1. สร้างกระแสของการตื่นตัวของผู้บริโภคมุสลิมขึ้นมาอีกครั้งในการที่จะมาคุ้มครองสิทธิของตัวเอง ในการที่จะได้รับการบริโภคอาหารที่ฮาลาลและมีคุณภาพ โดยการจัดอบรม สัมมนา ออกใบปลิวและเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนทุกแขนง เพราะถ้าผู้บริโภคตื่นตัว ย่อมเป็นหลักประกันของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านฮาลาลดีที่สุด เพราะลำพังเพียงองค์กรที่มีอยู่ มีบุคลากรเพียงไม่กี่คน ไม่สามารถที่จะไปดูแลโรงงานอาหารฮาลาลทั่วประเทศได้ แต่ถ้าทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน เป็นหูเป็นตาให้ ย่อมทำให้ฮาลาลไทยเป็นฮาลาลที่แท้จริง เมืองไทยที่ประกาศตัวเป็นครัวของโลก ก็จะเป็นครัวที่ฮาลาลของโลกได้เช่นกัน
2. จะต้องยกระดับสังคมของเราให้เป็นผู้ผลิตให้ได้ สังคมมุสลิมเราเป็นสังคมผู้บริโภค แต่ไม่ใช่เป็นผู้ผลิต เราจะเห็นได้ว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นเป็นของผู้ไม่ศรัทธาทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเป็นฟัรดูกิฟายะฮ ที่เราจะต้องสร้างโรงงานของเราขึ้นมาเอง เพื่อจะผลิตอาหารและเครื่องดื่มของเราที่
ฮาลาลันตอยยิบันอย่างแท้จริง เพราะมุสลิมที่ศรัทธานั้นเขาจะกลัวในอัลลลฮและวันกิยามะฮ เขาย่อมไม่ใส่สิ่งที่เป็นพิษเข้าไปในอาหารเหมือนกับการใส่สารเมลามีน ที่กำลังเป็นข่าวในปัจจุบัน วันนี้เราจำเป็นต้องบริโภคอาหารและเครื่องดื่มของผู้ไม่ศรัทธา เราจะแน่ใจได้อย่างไร เขาจะมีคุณธรรมและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นมุสลิม เพราะปรัชญาของเขาคือกำไรสูงสุด ด้วยต้นทุนที่ต่ำสุด โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคแต่อย่างใด
3. ต้องสร้างองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้มแข็ง เพื่อคอยตรวจสอบและเฝ้าระวังดังเช่น ท่านนบีมูฮัมมัด ได้เป็นแบบอย่างให้เราโดยเป็นผู้ตรวจสอบที่ดี โดยมีครั้งหนึ่งท่านเข้าไปในตลาด เดินผ่านร้านขายแป้ง ท่านได้เอานิ้วจุ่มเข้าไปในแป้งแล้วชักนิ้วออกมา ถ้าแป้งติดนิ้วแสดงว่าพ่อค้าโกงโดยใส่น้ำเพื่อให้แป้งมีน้ำหนัก แล้วท่านกล่าวว่า ผู้ใดคดโกงนั้นไม่ใช่ประชาชาติของเรา
4. เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรที่มีอยู่แล้วให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะองค์กรศาสนาที่จะต้องทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร (Food Science และ Food Technology) ในการที่จะรับรองฮาลาลให้แก่โรงงานหรือผู้ผลิตรายย่อย รายใหม่ จะต้องมีเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่เริ่มขออนุญาต ที่จะจัดตั้งโรงงานเพื่อผลิตอาหารหรือผลิตภัณฑ์ฮาลาลที่เดียว สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ให้ฮาลาลไปแล้วจะต้องตรวจสอบใหม่หมด ( Re-Audit และ Re-Accredit ) เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภค เพราะถ้าผู้บริโภคในประเทศขาดความมั่นใจ แล้วจะให้ธุรกิจฮาลาลไปแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างไร
5. จะต้องผลักดันผ่านนักการเมืองในระดับชาติ โดยเฉพาะที่เป็นมุสลิม ในการที่ยกร่างและเสนอกฎหมายหรือพรบ. อาหารฮาลาลเข้าสู่สภาโดยเร็วเพื่อจะทำให้มีผลทางกฎหมายที่จะเอาผิดหรือมีบทลงโทษผู้ผลิตที่ละเมิดหรือหลอกลวงได้
| ถัดไป > |
|---|

จำนวน ผู้เข้าชม





